วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

เรื่องที่ประทับใจ




ความทรงจำที่ประทับใจ

ความทรงจำดีๆ ที่ข้าพเจ้าประทับใจเรื่องที่ข้าพเจ้าประทับใจ ก็คือ “การทำงานระหว่างปิดภาคเรียน” เมื่อช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมาประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2553 สถานที่ทำงานชื่อร้าน ซิดนีย์ ซีซั่น เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน ตำแหน่งในการทำงาน คือ “ผู้ช่วยกุ๊ก”
การทำงานในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจ เพราะ การทำงานในคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าต้องทำอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในการทำงานครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ดีๆ หลายๆ อย่าง ในการทำงานเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์ การจดจำสูตรอาหาร วิธีการทำอาหาร และจดจำรายละเอียดต่างๆ(เพิ่มทักษะการจดจำ) ประสบการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความจดจำ แต่ยังช่วยให้เราได้ปรับตัวให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
ประสบการณ์ทำงานครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจ และจดจำช่วงเวลาดีๆไว้ ในช่วงเวลาการทำงานมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป แต่ก็ทำให้เรายิ้มได้ มีความสุขตลอดระยะเวลานี้
ขอบคุณประสบการณ์ครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ



วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

ผ้าไหมเมืองสุรินทร์


ผ้าไหมสุรินทร์


ประวัติความเป็นมา
จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่สนใจยิ่ง หากศึกษาอย่างลึกซึ่งแล้ว จะค้นพบเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่า จังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหม ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม การผลิตเส้นไหมน้อย และกรรมวิธีการทอ

จังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”) มาใช้ในการทอผ้า ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก เรียบ นิ่ม เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย นอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์ ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน และเป็นกรรมวิธีที่ยาก ซึ่งต้องใช้ความสามารถและความชำนาญจริง เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว ซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่า มีการทอที่เดียวใบประเทศไทย จนเป็นที่สนพระทัยและเป็นที่ชื่นชอบของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า ใส่แล้วเย็นสบาย อีกทั้งยังใช้ฝีมือในการทออีกด้วย




ลักษณะเด่นของผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์
1. มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชา และลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคล
2. นิยมใช้ไหมน้อยในการทอ ซึ่งไหมน้อยคือไหมที่สาวมาจากเส้นใยภายในรังไหม มีลักษณะนุ่ม เรียบ เงางาม
3. นิยมใช้สีธรรมชาติในการทอ ทำให้มีสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ คือ สีจะออกโทนสีขรึม เช่น น้ำตาล แดง เขียว ดำ เหลือง อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้
4. ฝีมือการทอ จะทอแน่นมีความละเอียดอ่อนในการทอและประณีต รู้จักผสมผสานลวดลายต่าง ๆ
เข้าด้วยกัน แสดงถึงศิลปที่สวยงามกว่าปกติ
5. แต่เดิมนั้นการทอผ้าไหมของชาวบ้านทำเพื่อไว้ใช้เอง และสวมใส่ในงานทำบุญและงานพิธีต่างๆ
การทอจะทำหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลัก มิได้มีการทอเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด จนมีคำกล่าวทั่วไปว่า “พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก”

แหล่งผลิตผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์ จึงมีเกือบทุกหมู่บ้าน ผู้สนใจสามารถไปชมกรรมวิธีการเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมจากแหล่งต่าง ๆ ได้มากมายหลายแห่ง ลายผ้าไหมของชาวสุรินทร์ มีผู้จัดประเภทตามลักษณะการทอได้ 6 ประเภท คือ


1. มัดหมี่โฮล หรือ จองโฮล (จองเป็นภาษาเขมร หมายถึง ผูกหรือมัด) หรือ ซัมป็วตโฮล เป็นหนึ่งในผ้าไหมมัดหมี่ของเมืองสุรินทร์ มัดหมี่แม่ลายโฮล ถือเป็นแม่ลายหลักของผ้ามัดหมี่สุรินทร์ที่มีกรรมวิธีการมัดย้อมด้วยวิธีเฉพาะ ไม่เหมือนที่ใดๆ ความโดดเด่นของการมัดย้อมแบบจองโฮล คือในการมัดย้อมแบบเดียวนี้ สามารถทอได้ 2 ลาย คือ โฮลผู้หญิง (โฮลแสร็ย) หรือผ้าโฮลธรรมดา และสามารถทอเป็นผ้าโฮลผู้ชาย (โฮลเปราะฮ์) ไว้นุ่งในงานพิธีต่างๆ

ผ้าโฮล ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทผ้าไหม ในงาน “มหกรรมผ้าไทย เทิดไท้องค์ราชินี” เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2545 ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย













2.มัดหมี่อัมปรม หรือ จองกรา เป็นการมัดหมี่ทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน ซึ่งมีปรากฏที่จังหวัดสุรินทร์แห่งเดียวในประเทศไทย การมัดหมี่อัมปรมนี้จะทอให้ส่วนที่มัดเป็น “กราปะ” คือ จุดปะขาวของเส้นยืน มาชนกับจุดปะขาวของเส้นพุ่ง ให้เป็นเครื่องหมายบวกบนสีพื้น เช่น การทอบนพื้นสีแดงซึ่งย้อมด้วยครั่ง ก็เรียกว่า อัมปรมครั่ง การทอบนพื้นสีม่วง ก็เรียกว่า อัมปรมปะกากะออม
จังหวัดสุรินทร์ได้ตัดเสื้อผ้าไหมมัดหมี่อัมปรมให้คณะรัฐมนตรีในการเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 10 - 11 พฤศจิกายน 2544

3. มัดหมี่ลายต่างๆ หรือ จองซิน เป็นมัดหมี่ที่เหมือนจังหวัดอื่นๆ ทั่วๆ ไป มีหลายลาย แบ่งได้ดังนี้

3.1 มัดหมี่ลายธรรมดา เช่น ลายหมี่ข้อ หมี่คั่น หมี่โคม ซึ่งจะพบมากที่ บ้านจารพัต อำเภอศีขรภูมิ บ้านสดอ บ้านนาโพธิ์ บ้านเขวาสินรินทร์ ตำบลเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ บ้านสวาย บ้านนาแห้ว ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์

3.2 มัดหมี่ลายกนก เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายสับปะรด ลายพระตะบอง ลายก้านแย่ง ลาย พนมเปญ ลายดอกมะเขือ ส่วนมากจะพบที่ บ้านสวาย ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ บ้านอู่โลก ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน

3.3 มัดหมี่ลายรูปสัตว์ ต้นไม้ และลายผสมอื่นๆ เช่น รูปนก ไก่ ผีเสื้อ ช้าง ม้า นกยูง ปลาหมึก พญานาค นำมาผสมกับลายต้นไม้ดอกไม้ต่างๆ หรือทอลายสัตว์เดี่ยวๆ ตลอดผืน พบมากเกือบทุกหมู่บ้าน

ผ้ายกดอกลายดอกพิกุล หรือ ปกาปกุน ผ้ายกดอกลายนี้จะย้อมเส้นด้ายยืนสีเดียวและอาจใช้สีอื่นคั่นระหว่างดอกก็ได้ การเก็บตะกอ 4 ตะกอ โดยการทอลายขัดเป็นพื้น 2 ตะกอ ส่วนอีก 2 ตะกอเป็นลวดลายการทอลายนี้จะทอทีละตะกอ จะพบที่บ้านเขวาสินรินทร์เป็นส่วนใหญ่


ผ้าไหมยกดอก
เป็นผ้าไหมที่มีการทอที่เพิ่มลวดลายเข้าไปในเนื้อผ้า เพื่อทำให้ผ้าทั้งสองด้านมีลวดลายต่างกัน ด้านหนึ่งจะมีลวดลายคมชัดและเรียบ ส่วนอีกด้านหนึ่งจะมีลวดลายหยาบ มีเส้นด้ายข้ามซึ่งถูกเกาะเกี่ยวได้ง่าย การทอผ้าประเภทนี้จะต้องใช้เส้นไหมมากกว่าธรรมดา ทำให้ดูหนาและหนัก การทอผ้ายกดอกของจังหวัดสุรินทร์ แบ่งเป็น 4 ลายดังนี้
3.1 ผ้ายกดอกลายลูกแก้ว (ชะโน้ดเลิค, ฉนูดเลิก) การทอผ้าลายนี้จะใช้ 4 ตะกอ เป็นตัว กำหนดลาย โดยไม่มีการแยกตะกอสำหรับทอลายขัดเพื่อเป็นพื้นของผ้า ซึ่งการทอแบบนี้เรียกว่า ลายสองยกดอก คือ การทอผ้าลายสองแบบแนวทแยง มีจุดกลับโดยยกตะกอย้อนกลับ การออกแบบลายลูกแก้วจะออกแบบเส้นด้ายยืนย้อมสีเดียว แล้วเก็บตะกอ 4 ตะกอ ตามลวดลายที่กำหนดไว้ เส้นด้ายพุ่งจะย้อมสีเดียวกับเส้นด้ายยืน ผ้าชนิดนี้มีการทอมากที่บ้านสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์
3.2 ผ้าลายยกดอกลายละเบิก ผ้าลายนี้นิยมย้อมเส้นด้ายยืนเป็นสีม่วง สีส้ม สีเขียว สีเหลือง และสีขาว การทอจะทอยกตะกอครั้งละ 2 ตะกอ คือ ตะกอที่ 1 - 2 และตะกอที่ 3 - 4 เพื่อทอเป็นพื้น ส่วนลวดลายเกิดจากการแยกตะกอ 2 - 3 ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเส้นด้ายยืนสีเหลืองและสีขาว การทอผ้าลายนี้จะพบเห็นทั่วไปในทุกหมู่บ้าน

3.3 ผ้ายกดอกลายดอกจัน เป็นผ้าทอที่มีลวดลายละเอียด ประณีต การทอผ้ายกดอกลายนี้ จะออกแบบเส้นด้ายยืนสีเดียว ส่วนเส้นด้านพุ่งจะย้อม 2 สี จะเป็นสีอ่อน แก่ ตามต้องการ การทอผ้าลายนี้จะเก็บตะกอของลวดลาย 7 ตะกอ ส่วนตะกอที่ 8 และ 9 เป็นการเก็บลายขัดธรรมดา เพื่อทอเป็นพื้นของผ้า จะพบมากที่บ้านเขวาสินรินทร์

3.4 ผ้ายกดอกลายดอกพิกุล หรือ ปกาปกุน ผ้ายกดอกลายนี้จะย้อมเส้นด้ายยืนสีเดียวและอาจใช้สีอื่นคั่นระหว่างดอกก็ได้ การเก็บตะกอ 4 ตะกอ โดยการทอลายขัดเป็นพื้น 2 ตะกอ ส่วนอีก 2 ตะกอเป็นลวดลายการทอลายนี้จะทอทีละตะกอ จะพบที่บ้านเขวาสินรินทร์เป็นส่วนใหญ่
4. ผ้าจกลายปะเต๊าะ
เป็นผ้าทอเป็นดอกห่าง ๆ ปะปรายทั่วไปบนผืนผ้า ผ้าลายปะเต๊าะ (หรือนานๆ ดอก) จะใช้เส้นพุ่งหรือเส้นยืน สีเดียวกัน มีการจกดอกห่าง ๆ ระยะระหว่างดอกเท่ากัน กระจายทั่วผืนผ้า จะพบมากที่บ้านเขวา สินรินทร์

5. ผ้าไหมพื้นเรียบ
เป็นผ้าไหมที่ไม่มีการมัดย้อม หรือทำลวดลาย การทอจะใช้สีเดียวหรือ 2 สี ก็ได้ เส้นด้ายพุ่ง 1 สี เส้นด้ายยืน 1 สี เพื่อให้เกิดความวาว การใช้เส้นพุ่งอาจจะใช้ 1 เส้น 2 หรือ 3 เส้น ก็ได้ เพื่อให้เกิดความหนา ตามความนิยม


วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

วนอุทยานพนมสวาย






วนอุทยานพนมสวาย


เขาสวายมีความสำคัญต่อชาวสุรินทร์มาช้านาน คือ เมื่อถึงเดือนห้าของทุกปี บรรพบุรุษชาวสุรินทร์จะถือเป็นประเพณีหยุดงาน ซึ่งประเพณีหยุดงานดังกล่าว มีความเชื่อว่า ต้องหยุดการทำงานทั้งหมด และพากันไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาสวาย เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต โดยเชื่อว่าหากใครไม่หยุดทำงานจะมีอันเป็นไปทั้งครอบครัว ประกอบกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนห้าของทุกปี ถือว่าเป็นวันปีใหม่ทางจันทรคติ ประชาชนในท้องถิ่นจึงพร้อมใจกันหยุดงาน เพื่อไปทำบุญขึ้นเขาสวาย กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาสวายเพื่อความเป็นสิริมงคล
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เห็นว่าประเพณีขึ้นเขาสวาย เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัดสุรินทร์ สมควรได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา และส่งเสริมให้ควบคู่กับวิถีการดำรงชีวิตของคนสุรินทร์ตลอดไป จึงได้ร่วมกับจังหวัดสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนตำบลนาบัว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานประเพณีขึ้นเขาสวาย ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้อยู่คู่กับจังหวัดสุรินทร์ โดยเข้ามามีส่วนร่วมและ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณ ให้มีขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอันยิ่งใหญ่ ตระการตา จำนวน 19 ขบวนแห่
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จังหวัดสุรินทร์โดยท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ (ท่านเกษมศักดิ์ แสนโภชน์) ได้เห็นความสำคัญของเขาสวายจึงได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 4,000,000.- บาท เพื่อพัฒนาเขาสวาย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์อีกแห่งหนึ่ง โดยก่อสร้างศาลา เสานางเรียง และซุ้มประตู ตลอดทั้งพัฒนาทัศนียภาพบนเขาสวาย เพื่อให้มีความสวยงามน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ (ท่านพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล) ได้มีแนวคิดที่จะปรับปรุงเขาสวาย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ จึงได้สร้างทางเดินบริเวณโดยรอบพระพุทธสุรินทรมงคล ให้สะดวกต่อการเที่ยวชม ก่อสร้างห้องสุขา ปรับปรุงระบบประปาบนเขาพนมสวาย ตลอดจนจัดหาระฆังจากวัดทุกวัดในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 1,070 ใบ และขอจากวัดสำคัญในกรุงเทพฯ เพิ่มเติมอีก 10 ใบ รวมเป็น 1,080 ใบ นำมาจัดเรียงอยู่สองข้างทางเดินขึ้นเขา ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะขึ้นไปกราบไหว้พระใหญ่ หรือพระพุทธสุรินทรมงคล สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เคาะระฆัง เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มา

ขึ้น"พนมสวาย" สักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์
สุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยที่ขอมมีอำนาจอยู่ในดินแดนนี้ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง เมืองก็ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นป่าดง

จนกระทั่งปี พ.ศ.2306 จึงปรากฏหลักฐานว่า หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา ย้ายหมู่บ้าน

จากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม และอุดมสมบูรณ์ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านคูประทายเป็น เมืองประทายสมันต์ และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทรภักดี เป็นพระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง เป็นเจ้าเมืองปกครอง

ในปี พ.ศ.2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์ เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง

1.พระพุทธสุรินทรมงคล

2.ศาลาอัฏมุข

3.พระองค์ดำ

4.เต่าศักดิ์สิทธิ์

5.ระฆังที่ราวบันได


จากประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ทำให้วัฒนธรรมประเพณีของชาวขอม ได้หลอมรวมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของชาวสุรินทร์ สิ่งหนึ่งคือการยึดถือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ (ในปีนี้ ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม)

ประเพณีที่ปฏิบัติเป็นประจำทุกปี คือ ในทุกๆ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ชาวสุรินทร์จะพากันเดินขึ้น "พนมสวาย" หรือเขาสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมือง เพื่อสักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุรินทร์ คือ พระใหญ่หรือพระพุทธสุรินทรมงคล รอยพระพุทธบาทจำลอง สถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์) พระพุทธรูปองค์ดำ หลวงปู่สวน ปราสาทหิน ศาลเจ้าแม่กวนอิม เต่าศักดิ์สิทธิ์ และสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อกันว่าการได้ขึ้นเขาสวายเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เขาสวายอยู่ในพื้นที่วนอุทยานพนมสวาย สภาพทั่วไปเป็นภูเขาเตี้ยๆ มี 3 ยอด คือยอดเขาชาย หรือพนมเปราะ ยอดเขาหญิง หรือ พนมสรัย และยอดเขาคอก หรือ พนมกรอล

ยอดเขาชาย หรือพนมเปราะ มีบันไดทางขึ้น 224 ขั้นไปถึงยอดเขา มีระฆัง 1,080 ใบแขวนอยู่ตลอดทาง จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2550 เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ทางจังหวัดและคณะสงฆ์สุรินทร์ ได้ร่วมกันจัดหาระฆังจากทุกวัดรวม 1,070 ใบ และรับมอบจากวัดสำคัญอีก 10 ใบ ที่สำคัญคือระฆังเอกจากวัดระฆังโฆสิตาราม ผู้ที่จะขึ้นเขา จะมีโอกาสเคาะระฆังเป็นสิริมงคล ส่วนยอดเขาพนมเปราะเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธสุรินทรมงคล" หรือพระใหญ่ พระพุทธรูปประจำเมืองสุรินทร์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2518

ยอดเขาหญิง หรือพนมสรัย เป็นที่ตั้งของวัดพนมศิลาราม ทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานบนยอดเขา มีสระน้ำโบราณ 2 แห่ง ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเต่าศักดิ์สิทธิ์ 2 ตัว ต่อมาภายหลังเกิดภัยอันตราย เต่าทั้งสองจึงเดินลงจากเขาแต่ขณะที่เดินทางถึงเพียงไหล่เขา ก็เกิดแข็งตัวกลายเป็นเต่าหินขนาดใหญ่ 2 ตัว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ

ยอดเขาคอก หรือพนมกรอล พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ได้จัดสร้าง ศาลาอัฏมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากบนยอดเขาชาย โดยเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และสำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2525 ใกล้กันนั้นมีสถูปบรรจุอัฐิธาตุหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระเกจิสายวิปัสสนา และศาลเจ้าแม่กวนอิม ไว้เป็นที่เคารพสักการะของผู้ที่นับถือ